หลังจากเหตุการณ์ของนู๋กี้ผ่านไปประมาณ 3 ปี วันหนึ่งเราก็เห็นคุณพ่ออุ้มลูกหมาตัวน้อยๆ หางกุด ขนสีขาวปลอดตลอดตัว แล้วที่สำคัญหมาตัวนี้ปากแดงเชียว สาเหตุของปากหมาตัวนี้มีสีแดงก็เพราะว่ามันเพิ่งกินแฟนต้าน้ำแดงมานี่เอง ซึ่งมันก็ได้กลายมาเป็นชื่อของเรียกของเจ้าหมาน้อยสีขาวหางกุดตัวนี้ว่า นู๋แฟนต้า

แฟนต้าเป็นหมาเพศเมีย เธอจะมีอีกชื่อหนึ่งว่า แตนต้า เวลาเรียกชื่อนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ แฟนต้าเป็นน้องหมาที่ระบุพันธุ์ได้ลำบากมาก เพราะว่าเธออยู่ที่วัดพระปฐมเจดีย์ แหล่งกำเนิดเธอนั้นยากที่จะระบุได้รู้แต่เพียงว่าวันนั้นคุณพ่อเราพาน้องชายเราไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่วัดพระปฐมเจดีย์แล้วเจอนู๋แฟนต้า และด้วยความที่มันมีขนสีขาวเหมือนนู๋กี้คุณพ่อเราเลยหิ้วกลับบ้านมาด้วย

วีรกรรมของนู๋แฟนต้ามีมากมาย หากจะนับเมื่อเทียบกับอายุขัยของมันแล้วล่ะก็คุณจะอึ้งเพราะว่าเรากับแฟนต้าอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน เจอกันมานานกว่า 13 ปีเลยทีเดียว (อึ้งช่ายป่าวเล่า??) อายุมันยืนมากกกกกก และคนในครอบครัวของเราทุกคนก็รักมันมากเช่นกันโดยเฉพาะคุณนายต๋อย (แม่เราเอง) อิอิ

เริ่มจากพัฒนาการขวบปีแรกถึงขวบปีสุดท้ายของชีวิต มันก็ยังคงเป็นหมาน้อยธรรมดามากกกกกก ตัวหนึ่งที่เรารักมากๆ แต่ในความธรรมดานั้นมักซ่อนความที่ไม่ธรรมดาเอาไว้มากมาย ความฉลาดแสนรู้และแสนงอนของมันปรากฏอย่างชัดเจนการกระทำทุกอย่างที่มันแสดงออกเรารู้สึกไดถึงความใส ซื่อ บริสุทธิ์ และที่สำคัญความจำมันสั้นมาก ทำไมเราถึงคิดแบบนั้น ก็เพราะว่าทุกครั้งที่เราเจอมันๆ จะดีใจและจะกระดิกหางกุดๆ ของมันจนก้นส่ายไปมา (ตลกดี) พอเราเจอกันก่อนไปโรงเรียนก็ดีใจ แล้วพอเราลืมของกลับเข้าบ้านอีกครั้งยังไม่ถึงนาทีเลย ดีใจอีกแล้ว ความจำสั้นมากๆ

แฟนต้าเป็นหมาที่มีพรสวรรค์ มันสามารถกระโดดข้ามรั้วสูงกว่า 1.20 เมตรได้ และเราก็มีความสุข สนุกทุกครั้งที่ได้เล่นอะไรแผลงๆ แบบนี้กับมันทุกเย็นหลังเลิกเรียน เราจะเรียกกิจกรรมนี้ว่า "กระโดดตึก" เล่นกับน้องชายเราอีกคน แต่น้องชายเราเรียกกิจกรรมนี้ว่า 'วิ่งข้ามตึก' มีผู้เล่น 2 คน กับอีก 1 ตัว โดยนู๋แฟนต้าในเกมส์นี้เธอจะเป็นผู้ล่า แล้วเรากับน้องเราจะเป็นเหยื่อที่ถูกล่าวิธีการเล่นก็ไม่ยาก แค่หลบอย่าให้แฟนต้ากระโดดงับได้ก็พอ โดยที่บ้านเราจะมีรั้วซีเมนต์สูงราว  1.20 เมตร และก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเด็กสองคนที่สามารถปีนข้ามฝากไป แต่สำหรับหมาแล้วการกระโดดข้ามนั้นเราว่ามันไม่ใช่เรื่องหมูๆ เลย จากวันที่เราเริ่มเล่นแรกๆ แฟนต้าทำได้แค่เพียงยืนเอาขาหน้าพิงกำแพง เอาขาหลังเหยียดตรงสุดๆ จะได้งับเราได้ แต่ไม่สามารถกระโดดข้ามได้แต่ด้วยการฝึกฝนมาอย่างดีมีอยู่วันหนึ่งมันทำเอาเราต้องกลับมามองมันใหม่ด้วยความทึ่ง เพราะว่าเธอสามารถปีนและข้ามรั้วได้!!  Oh!!! ไม่น่าเชื่อเลย มันคงนึกยิ้มอยู่ในใจ "แกสองคนเสร็จฉันแน่"  ดังนั้นทุกเย็นและทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ชาวบ้าน ชาวช่อง เพื่อนบ้านในหมู่บ้านจะได้ยินเสียงเด็กผู้หญิง กับเสียงเด็กผู้ชาย กรีดร้องด้วยความสนุก และที่สำคัญนู๋แฟนต้าก็ทำเสียงข่มขู่ดังกังวานน่ากลัวสุดๆ เช่นกัน

แฟนต้าเป็นหมาที่ชอบเอาความรักและความหลงตัวเองของเราที่นึกว่ามันปลื้ม นึกว่ามันมาประจบ มาอ้อนออเซาะ ฉอเลาะสารพัด โดยการเอาหัวมันมาถูๆ ไถๆ นานๆๆๆ มากๆๆๆๆ ล้มตัวลงนอนบนตักแล้วยังไม่วายเอาหัวมันมาถูไถเราอยู่เสมอ แต่เจตนาของมันจริงๆ หาได้ประจบประแจงไม่ มันเพียงแค่ต้องการหลอกเช็ดขี้ตาเท่านั้นเอง อืมมม มิน่าล่ะ พอเช็ดเสร็จมันก็ไปไม่หันกลับมามองเราอีกเลยด้วยซ้ำ (แสบจริงๆ)

แฟนต้าเมื่อสมัยที่เธอยังสาว หุ่นเธอดูดีมาก ดูปราดเปรียว เฉี่ยวมากๆ แต่เมื่อเธอเริ่มแก่ตัวลงหุ่นเธอยิ่งกว่าหมูสามชั้นซะอีกอ้วนหัวหลิมแถมหลังยังแบนเป็นกระดาน จนบางครั้งเราเองยังเผลอหย่อนก้นนั่งทับหลังมันบ่อยๆ หุหุ หลังมันแอ่นเลยล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า!!!!

และที่สำคัญแฟนต้ายังให้กำเนิดลูกหมาน้อยๆ ที่น่ารักให้เราเลี้ยงอีก 2 generation คือนู๋โตโต้ กะนู๋ไวท์ ไว้ค่อยเล่าวีรเวร วีรกรรม ของทั้งสองตัวนี้ให้อ่านนะ

เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก...............

ชีวิตเราก็ยังดำเนินต่อไปมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นาๆ ทั้งเรื่องการเปลี่ยนโรงเรียน การเปลี่ยนสถาบัน การเรียนของเราที่ต้องเพิ่ม degree ขึ้นและการย้ายไปอยู่บ้านใหม่ (แต่ไปๆ มาๆ กับบ้านเก่า) มันก็อาจจะมีบ้างที่ทำให้เรากับแฟนต้าเจอกันน้อยลง แต่ว่าความรัก ความห่วงใย ที่เราและแฟนต้ามีต่อกันไม่เคยลดลงเลย ยังคงรับรู้และรู้สึกได้ทุกครั้งที่เจอกัน จนวันที่แฟนต้าจะลาจากโลกนี้ไปด้วยความชรา แม่ของเราก็อยู่ดูแลจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตมัน แม่เราโอบกอดมัน ให้ความรักและความอบอุ่นมันเต็มที่จนมันหมดลมหายใจในอ้อมแขนของแม่เรา เราเสียใจมากที่มาไม่ทันดูใจมัน แต่ก็รู้ดีว่ามันคงรู้และเข้าใจ ถึงวันนี้เราก็ยังไม่เคยลืมเลยว่าช่วงเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันมันมีความสุขมากแค่ไหน เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และการที่ได้แอบอมยิ้มอยู่บ่อยๆ มันสนุกและสุขมากเพียงใด ขนาดคุณพ่อเราที่ไม่ค่อยชอบหมายังต้องหันกลับมารักหมาเล๊ยยย ลองคิดดูล่ะกานนนน

edit @ 17 Jan 2008 22:43:21 by BluE sky

Hi !!!!

posted on 28 Dec 2007 00:29 by yodkwan
zwani.com myspace graphic comments

เชื่อว่าทุกคนต้องมีสัตว์เลี้ยงแสนรักที่ตัวเองเคยเลี้ยงมาตั้งแต่ตัวยังแดงๆ อยู่เลยและต่อจากนี้ไปก็เป็นประสบการณ์ของ สุ DoG ที่เราได้มีไว้ในครอบครองตั้งแต่อายุ สามขวบ จนใกล้จา ฉามฉิบ หุหุ

ตัวแรกในชีวิตที่เราเป็นเจ้าของ เค้าเป็น สุ DoG เด็กชายตัวน้อยขนสีขาวสะอาดตา เป็นลูกชายที่เด่นด้วยสีสันและลำตัวที่ดูอวบสวยงามเราก็เลยรับเอาไว้ดูแล ตั้งชื่อน้องหมาด้วยความภูมิใจว่า นู๋มิคกี้ แต่เรียกสั้นๆ ว่ากี้

กี้เป็นหมาที่ฉลาดและน่ารักมากเรามักจะเอากี้ไปซ่อนไว้ในใต้ตู้เคาท์เตอร์อยู่บ่อยๆ เรารักกี้มากและมันก็เป็นหมาตัวแรกที่เราได้ป้อนน้ำ ป้อนนม ถึงแม้จะไม่มีเวลาเอาใจใส่กี้มากนักแต่เราก็รักมันมาก แต่ด้วยความที่ตอนนั้นเราเป็นเด็กกอร์ปกับจะต้องมีการโยกย้ายที่อยู่อาศัยใหม่ ทำให้เราไม่สามารถนำกี้ไปอยู่ด้วยได้ เราเสียใจมาก และยังคงเสียใจจนทุกวันนี้ที่ไม่สามารถดูแลอีกหนึ่งชีวิตที่เราได้เลือกมันมาเองกับมือให้มีความสุขได้ ดังนั้นใครก็ตามที่อยากจะเลี้ยงน้องหมาก็ขอให้นึกถึงจิตใจเค้าบ้าง ทุกครั้งที่เราคิดถึงเรื่องของกี้เราก็จะแอบนั่งร้องไห้และโกรธตัวเองทุกที ชีวิตกี้น่าสงสารมาก

ถ้าหากย้อนเวลากลับไปได้เราจะดื้อรั้นและเอากี้มาเลี้ยงให้ได้จะไม่ยอมให้ตัวเองต้องมานั่งเสียใจที่ได้ทิ้งเค้าไว้ให้อยู่เพียงลำพัง

ถ้ากี้มีโอกาสได้รับรู้เราขอบอก "กี้" ว่าเราเสียใจ

แด่กี้หมาตัวโปรดและตัวแรกที่เรารัก


edit @ 16 Jan 2008 21:57:32 by BluE sky

DoRaEmoN

posted on 11 Dec 2007 22:43 by yodkwan

เช้าวันอาทิตย์ได้ตื่นนอนขึ้นมาอย่างสดใส มันช่างเป็นช่วงเวลาของวันหยุด (ที่แสนจะน้อยนิดของคนทำงานแบบเรา) ต้องใช้เวลาอย่างคุ้มค่า โดยการเดินงัวเงยออกไปที่ห้องนอนหลานสาวคนสวย ทักทายหลานรักเห็นเด็กแล้วมีความสุขซะจริงๆ ตื่นนอนก่อนป้าซะอีกนะเนีย

ดูการ์ตูนแต่เช้าเชียว พอเราเหลือบตาไปที่หน้าจอสี่เหลี่ยมแบนๆ ในห้องนอนหลาน อ่าว"โดราเอมอน"นี่นา มันทำให้นึกย้อนกลับไปวันวาน (ยังหวานอยู่) เออ สมัยเราก็มีโดราเอมอน สมัยนั้น วิบูลย์กิจ เป็นผู้จำหน่ายหนังสือมีแบบตอนเดียวจบในเล่ม และมีเป็นแบบภาคพิเศษที่เอามาทำเป็นการ์ตูนฉายให้เด็กดูในสมัยนี้ ยกตัวอย่างที่จำได้เป็นอย่างดีก็เจ้าไดโนเสาร์ที่ฟักจากไข่ชื่อพีสุเกะ ฯลฯ

และการ์ตูน หุ่นยนต์แมวที่มีกระเป๋าวิเศษตัวนี้ มันก็ได้ผ่านเวลามาแสนเนิ่นนาน นานมากๆ ทำให้ผู้ใหญ่ (ที่ยังคงความเป็นเด็กอยู่เสมอ) แบบเราที่เคยผ่านช่วงวัยเด็กและเคยได้ดูการ์ตูนเรื่องนี้เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา (อย่างน้อยน่าจะซัก 20 ปี) ได้กลับมาดูอีกครั้ง

ไม่รู้ว่าต้องขอบใจหลานหรือว่าขอบใจคนสร้างตัวการ์ตูนตัวนี้ขึ้นมากันแน่

YodKwAn PoNgpAniT

posted on 31 Oct 2007 18:16 by yodkwan

edit @ 2 Nov 2007 21:38:43 by BluE sky

My iMpResS BirDtHdaY

posted on 24 Oct 2007 12:59 by yodkwan

เดือนนี้พอดีเป็นเดือนเกิดของเราก็เลยนึกย้อนตอนสมัยที่เป็นเด็กๆ ไม่รู้ทำไมพอใกล้ถึงวันเกิดตัวเองทีไร เป็นต้องตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทู๊กทีแต่ละปีคุณพ่อ คุณแม่จะจัดงานวันเกิดให้ไม่ว่าจะเป็นจัดที่บ้าน,จัดที่สวนอาหาร, หรือพาไปทานข้าวนอกบ้านตามโรงแรมหรือว่าตามร้านอาหารแถวๆ ถนนราชประสงค์ (ไทยไดมารูงัย)

แต่ว่าที่เราชอบสุดๆ จะเป็น สวนอาหารบ้านบึง แถวๆ ถนนสุทธิสาร (แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ว่าปิดไปหรือยัง) พอรถไปจอดที่ลานจอดรถปุ๊บ จะมีเรือที่มีพันท้ายนรสิงห์ พายมารับ ตื่นเต้นมากๆ แล้วก็ชอบมากๆ ด้วยพอไปถึงอีกฟากหนึ่งของบึงที่เรือมารับก็จะเข้าที่ซุ้มประตูที่เป็นเรือนไทยไม้ขนาดใหญ่ จะมีพนักงานต้อนรับแต่งชุดไทยหลากสีตามแต่ละเรือนพาไปยังโต๊ะที่จองไว้ล่วงหน้าแล้ว วันนั้นเป็นวันเกิดเราคุณแม่เป็นคนจัดการเรื่องทั้งหมดให้ ก็มีบรรดาญาติๆ ของเราไปมากมาย ของขวัญเต็มไปหมด  ดีใจและตื่นเต้นมากๆ   โต๊ะที่คุณแม่จองไว้มันจะติดกับบึงที่สามารถเอากระชอนตกกุ้งตัวใหญ่ไปชั่งกิโล      เผากินได้เลยแต่เมนูเด็ดสุดที่เราชอบมากที่สุดเห็นจะเป็น ไก่อบภูเขาไฟ แม้แต้เสริมมิตรภัตคารที่เป็นต้นตำรับ ยังสู้ไม่ได้ (ในความคิดของเรานะ เราคิดอย่างนั้น) พอบริกรมาเสริฟ จะมีไก่ที่อยู่บนถาดแล้วเอาไวน์ราดจุดไฟจนไฟลุก พอไก่ถูกไฟลุกท่วมไก่นะเราตื่นเต้นมากๆ และจะมีกลิ่นหอมๆ ซอสที่เค้าราดมาบนตัวไก่ (คิดแล้วหิววว)

พอทานอาหารคาวจนอิ่มแล้ว คราวนี้ถึงตาของหวานบ้าง ในสมัยก่อนถ้าย้อนไปสักประมาณ 20 ปี (นานไปป่าวเนี่ย) จะมีผลไม้กระป๋อง พวกสัปปะรด เงาะ หรือไม่ก็พวกผลไม้ลอยแก้วอะไรประมาณนี้มาเสริฟ แต่ที่สวนอาหารบ้านบึงมีอะไรที่น่าทึ่งมากกว่านั้น เค้าจะมีซุ้มทำขนมไทยโบราณจำพวกทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทำกันสดๆ เสริฟกันร้อนๆ ตรงนั้นเลย แล้วมีลูกชุบด้วยนะ ตอนนั้นเป็นเด็กทุกอย่างที่เห็นมันช่างประทับใจซะเหลือเกิน

มันช่างเป็นวันที่แสนสุดพิเศษและประทับใจแม้จะผ่านล่วงเลยมานานนับสิบๆ ปีแต่ก็ยังคงจำภาพและบรรยากาศรอยยิ้มและความสุขเหล่านั้นได้เสมอ

 

edit @ 2 Nov 2007 21:35:37 by BluE sky

ThAnKs My MoM

posted on 18 Oct 2007 23:09 by yodkwan

คุณเคยมีความคิดพิศดารที่อยากลองทำอะไรที่คุณไม่เคยทำบ้างมั๊ย??

เราเคยนะ ก่อนอื่นต้องขออ้างชื่ออาจารย์ปาณิพันธ์ ที่ มจธ. (ในสมัยนั้น)

แต่ปัจจุบันเราเรียกว่า 'คุณนิ๊'

คุณนิ๊ถามเราว่า 'คุณยอดขวัญครับ คุณพับผ้าห่มและเก็บที่นอนทุกครั้งตอนเช้าหรือเปล่าครับ'

นั่นเป็นสิ่งที่คุณนิ๊ถาม แล้วเราก็ตอบเพียงสั้นๆ ว่า 'ใช่ค่ะ'

คุณนิ๊เลยบอกต่อว่า 'จะเก็บไปทำไมครับเพราะว่าทุกคืนก่อนนอนเราต้องเสือกตัวเข้าผ้าห่มอยู่แล้ว

ไม่เห็นต้องเก็บเลยครับ' ในเมื่อได้ยินเยี่ยงนั้น ไอเดียบรรเจิดและคล้อยตามทันที

...........เช้ารุ่งขึ้น ของวันต่อมา................ เราทำตามที่คุณนิ๊แนะนำทุกอย่าง

.............บ่ายของวันนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือเราดังขึ้น.....................

คุณแม่ โทรมานั่นเอง !!!!!!!! 'ฮัลโหลน้องขวัญเหรอลูก ทำไมวันนี้หนูไม่เก็บที่นอน'

ด้วยความที่อยากทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนบวกกับความคิดคึกคะนองเลยตอบคุณแม่ไป

ตามที่คุณนิ๊บอกทุกประการ  และสิ่งที่ได้รับจากคุณแม่ มันทำให้เราถึงกับอึ้งไปเลย

คุณแม่     : ถ้าการตื่นนอนตอนเช้าแล้วหนูยังไม่รู้จักเก็บที่หลับ ปัดที่นอนให้เรียบร้อย

                 แล้วจะรู้หน้าที่ในการทำงานได้อย่างไร กะอีแค่หน้าที่เล็กๆ น้อยๆ

                 แค่นี้ยังไม่รู้จักทำ แล้วจะทำงานใหญ่ๆ ที่ต้องรับผิดชอบ ได้อย่างไร

ยอดขวัญ :  อึ้ง!!!!!!!!!!

ขอบคุณ คุณแม่ที่อบรมสั่งสอนมาโดยตลอดไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่คุณแม่จะใส่ใจลูกๆ เสมอ

แล้วคุณล่ะ คุณแม่ของคุณแนะนำสิ่งดีๆ อะไรในชีวิตที่คุณรู้สึกภูมิใจมากที่สุดบอกกันบ้างนะค่ะ

  ป.ล. เรารู้ว่าคุณแม่,คุณพ่อ (เดี๋ยวน้อยใจ) เป็นคนทีแรกแนะนำและอบรมสั่งสอนเรามาทั้งชีวิต

         แต่เรื่องนี้เราประทับใจที่สุดดดดดดด..........

edit @ 18 Oct 2007 23:31:24 by Bule sky

คุณเชื่อไหมว่าทุกวันนี้เราอยู่ได้ด้วยเสียงเพลง

เพลงทำให้เรามีความสุข มันเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำ ทั้งความทรงจำที่ดี สวยงาม

และความทรงจำที่แสนเจ็บช้ำ แต่จะเลือกได้อย่างไร ระหว่างความทรงจำเหล่านั้น

แน่นอนเราเลือกไม่ได้ บางครั้งที่ได้บังเอิญได้ยินบางเพลง

ที่มันมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งผ่านเข้าในช่วงชีวิต

เราย่อมจะซึมซับความรู้สึก ณ เวลานั้นได้ลึกซึ้งอย่างไม่น่าเชื่อ

อย่างเช่นเมื่อเราได้ยินเพลง เหงา ของ พีชเมคเกอร์ ไม่รู้ทำไมภาพเหตุการณ์เมื่อ สาม สี่ปีที่แล้ว

กับใครบางคนที่เรารักและคิดถึงมันย้อนกลับมาเป็นฉากๆ เป็นตอนๆ

มันช่วยย้อนความทรงจำได้ดีเลยทีเดียว

เพลงทุกเพลงมันมีชีวิต และเราก็เอาชีวิตของเราไปผูกไว้กับความหมายของเพลง

ปะปนกันไปหลากหลายอารมณ์ สุขๆ เศร้าๆ เหงาๆ ช้ำๆ สับสน ปนเป กันไป

คุณเป็นแบบนั้นกันบ้างมั๊ย?? ถ้าเป็นเหมือนกันเราคงไม่ใช่คนที่แปลกอะไร ใช่มั๊ยค่ะ

 

edit @ 19 Oct 2007 16:31:16 by Bule sky