เรื่องของ สุ DoG ภาคนี้มีชื่อว่า แฟนต้าน้ำแดง
posted on 17 Jan 2008 21:34 by yodkwanหลังจากเหตุการณ์ของนู๋กี้ผ่านไปประมาณ 3 ปี วันหนึ่งเราก็เห็นคุณพ่ออุ้มลูกหมาตัวน้อยๆ หางกุด ขนสีขาวปลอดตลอดตัว แล้วที่สำคัญหมาตัวนี้ปากแดงเชียว สาเหตุของปากหมาตัวนี้มีสีแดงก็เพราะว่ามันเพิ่งกินแฟนต้าน้ำแดงมานี่เอง ซึ่งมันก็ได้กลายมาเป็นชื่อของเรียกของเจ้าหมาน้อยสีขาวหางกุดตัวนี้ว่า นู๋แฟนต้า
แฟนต้าเป็นหมาเพศเมีย เธอจะมีอีกชื่อหนึ่งว่า แตนต้า เวลาเรียกชื่อนี้ก็น่ารักไปอีกแบบ แฟนต้าเป็นน้องหมาที่ระบุพันธุ์ได้ลำบากมาก เพราะว่าเธออยู่ที่วัดพระปฐมเจดีย์ แหล่งกำเนิดเธอนั้นยากที่จะระบุได้รู้แต่เพียงว่าวันนั้นคุณพ่อเราพาน้องชายเราไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่วัดพระปฐมเจดีย์แล้วเจอนู๋แฟนต้า และด้วยความที่มันมีขนสีขาวเหมือนนู๋กี้คุณพ่อเราเลยหิ้วกลับบ้านมาด้วย
วีรกรรมของนู๋แฟนต้ามีมากมาย หากจะนับเมื่อเทียบกับอายุขัยของมันแล้วล่ะก็คุณจะอึ้งเพราะว่าเรากับแฟนต้าอาศัยอยู่บ้านหลังเดียวกัน เจอกันมานานกว่า 13 ปีเลยทีเดียว (อึ้งช่ายป่าวเล่า??) อายุมันยืนมากกกกกก และคนในครอบครัวของเราทุกคนก็รักมันมากเช่นกันโดยเฉพาะคุณนายต๋อย (แม่เราเอง) อิอิ
เริ่มจากพัฒนาการขวบปีแรกถึงขวบปีสุดท้ายของชีวิต มันก็ยังคงเป็นหมาน้อยธรรมดามากกกกกก ตัวหนึ่งที่เรารักมากๆ แต่ในความธรรมดานั้นมักซ่อนความที่ไม่ธรรมดาเอาไว้มากมาย ความฉลาดแสนรู้และแสนงอนของมันปรากฏอย่างชัดเจนการกระทำทุกอย่างที่มันแสดงออกเรารู้สึกไดถึงความใส ซื่อ บริสุทธิ์ และที่สำคัญความจำมันสั้นมาก ทำไมเราถึงคิดแบบนั้น ก็เพราะว่าทุกครั้งที่เราเจอมันๆ จะดีใจและจะกระดิกหางกุดๆ ของมันจนก้นส่ายไปมา (ตลกดี) พอเราเจอกันก่อนไปโรงเรียนก็ดีใจ แล้วพอเราลืมของกลับเข้าบ้านอีกครั้งยังไม่ถึงนาทีเลย ดีใจอีกแล้ว ความจำสั้นมากๆ
แฟนต้าเป็นหมาที่มีพรสวรรค์ มันสามารถกระโดดข้ามรั้วสูงกว่า 1.20 เมตรได้ และเราก็มีความสุข สนุกทุกครั้งที่ได้เล่นอะไรแผลงๆ แบบนี้กับมันทุกเย็นหลังเลิกเรียน เราจะเรียกกิจกรรมนี้ว่า "กระโดดตึก" เล่นกับน้องชายเราอีกคน แต่น้องชายเราเรียกกิจกรรมนี้ว่า 'วิ่งข้ามตึก' มีผู้เล่น 2 คน กับอีก 1 ตัว โดยนู๋แฟนต้าในเกมส์นี้เธอจะเป็นผู้ล่า แล้วเรากับน้องเราจะเป็นเหยื่อที่ถูกล่าวิธีการเล่นก็ไม่ยาก แค่หลบอย่าให้แฟนต้ากระโดดงับได้ก็พอ โดยที่บ้านเราจะมีรั้วซีเมนต์สูงราว 1.20 เมตร และก็ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเด็กสองคนที่สามารถปีนข้ามฝากไป แต่สำหรับหมาแล้วการกระโดดข้ามนั้นเราว่ามันไม่ใช่เรื่องหมูๆ เลย จากวันที่เราเริ่มเล่นแรกๆ แฟนต้าทำได้แค่เพียงยืนเอาขาหน้าพิงกำแพง เอาขาหลังเหยียดตรงสุดๆ จะได้งับเราได้ แต่ไม่สามารถกระโดดข้ามได้แต่ด้วยการฝึกฝนมาอย่างดีมีอยู่วันหนึ่งมันทำเอาเราต้องกลับมามองมันใหม่ด้วยความทึ่ง เพราะว่าเธอสามารถปีนและข้ามรั้วได้!!
Oh!!! ไม่น่าเชื่อเลย มันคงนึกยิ้มอยู่ในใจ "แกสองคนเสร็จฉันแน่" ดังนั้นทุกเย็นและทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ชาวบ้าน ชาวช่อง เพื่อนบ้านในหมู่บ้านจะได้ยินเสียงเด็กผู้หญิง กับเสียงเด็กผู้ชาย กรีดร้องด้วยความสนุก และที่สำคัญนู๋แฟนต้าก็ทำเสียงข่มขู่ดังกังวานน่ากลัวสุดๆ เช่นกัน
แฟนต้าเป็นหมาที่ชอบเอาความรักและความหลงตัวเองของเราที่นึกว่ามันปลื้ม นึกว่ามันมาประจบ มาอ้อนออเซาะ ฉอเลาะสารพัด โดยการเอาหัวมันมาถูๆ ไถๆ นานๆๆๆ มากๆๆๆๆ ล้มตัวลงนอนบนตักแล้วยังไม่วายเอาหัวมันมาถูไถเราอยู่เสมอ แต่เจตนาของมันจริงๆ หาได้ประจบประแจงไม่ มันเพียงแค่ต้องการหลอกเช็ดขี้ตาเท่านั้นเอง อืมมม มิน่าล่ะ พอเช็ดเสร็จมันก็ไปไม่หันกลับมามองเราอีกเลยด้วยซ้ำ (แสบจริงๆ)
แฟนต้าเมื่อสมัยที่เธอยังสาว หุ่นเธอดูดีมาก ดูปราดเปรียว เฉี่ยวมากๆ แต่เมื่อเธอเริ่มแก่ตัวลงหุ่นเธอยิ่งกว่าหมูสามชั้นซะอีกอ้วนหัวหลิมแถมหลังยังแบนเป็นกระดาน จนบางครั้งเราเองยังเผลอหย่อนก้นนั่งทับหลังมันบ่อยๆ หุหุ หลังมันแอ่นเลยล่ะ ฮ่าฮ่าฮ่า!!!!
และที่สำคัญแฟนต้ายังให้กำเนิดลูกหมาน้อยๆ ที่น่ารักให้เราเลี้ยงอีก 2 generation คือนู๋โตโต้ กะนู๋ไวท์ ไว้ค่อยเล่าวีรเวร วีรกรรม ของทั้งสองตัวนี้ให้อ่านนะ
เวลาผ่านไป ไวเหมือนโกหก...............
ชีวิตเราก็ยังดำเนินต่อไปมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ นาๆ ทั้งเรื่องการเปลี่ยนโรงเรียน การเปลี่ยนสถาบัน การเรียนของเราที่ต้องเพิ่ม degree ขึ้นและการย้ายไปอยู่บ้านใหม่ (แต่ไปๆ มาๆ กับบ้านเก่า) มันก็อาจจะมีบ้างที่ทำให้เรากับแฟนต้าเจอกันน้อยลง แต่ว่าความรัก ความห่วงใย ที่เราและแฟนต้ามีต่อกันไม่เคยลดลงเลย ยังคงรับรู้และรู้สึกได้ทุกครั้งที่เจอกัน จนวันที่แฟนต้าจะลาจากโลกนี้ไปด้วยความชรา แม่ของเราก็อยู่ดูแลจนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิตมัน แม่เราโอบกอดมัน ให้ความรักและความอบอุ่นมันเต็มที่จนมันหมดลมหายใจในอ้อมแขนของแม่เรา เราเสียใจมากที่มาไม่ทันดูใจมัน แต่ก็รู้ดีว่ามันคงรู้และเข้าใจ ถึงวันนี้เราก็ยังไม่เคยลืมเลยว่าช่วงเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกันมันมีความสุขมากแค่ไหน เสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และการที่ได้แอบอมยิ้มอยู่บ่อยๆ มันสนุกและสุขมากเพียงใด ขนาดคุณพ่อเราที่ไม่ค่อยชอบหมายังต้องหันกลับมารักหมาเล๊ยยย ลองคิดดูล่ะกานนนน
edit @ 17 Jan 2008 22:43:21 by BluE sky



"โดราเอมอน"นี่นา มันทำให้นึกย้อนกลับไปวันวาน (ยังหวานอยู่) เออ สมัยเราก็มีโดราเอมอน สมัยนั้น วิบูลย์กิจ เป็นผู้จำหน่ายหนังสือมีแบบตอนเดียวจบในเล่ม และมีเป็นแบบภาคพิเศษที่เอามาทำเป็นการ์ตูนฉายให้เด็กดูในสมัยนี้ ยกตัวอย่างที่จำได้เป็นอย่างดีก็เจ้าไดโนเสาร์ที่ฟักจากไข่ชื่อพีสุเกะ ฯลฯ